⇠ Back

ค่า pH ของดินกับการดูดซึมธาตุอาหาร: เหตุใดมีปุ๋ยในดินแต่พืชยังขาดธาตุอาหาร

by Boxforfarm Teamเมื่อ 3 ชั่วโมง ที่ผ่านมา
ค่า pH ของดินกับการดูดซึมธาตุอาหาร: เหตุใดมีปุ๋ยในดินแต่พืชยังขาดธาตุอาหาร

พืชที่ใบเหลือง โตช้า รากไม่แข็งแรง หรือให้ผลผลิตต่ำ ไม่ได้หมายความว่า ดินขาดปุ๋ยเสมอไป บางแปลงมีธาตุอาหารสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก แต่รากกลับดูดไปใช้ไม่ได้ เนื่องจากค่า pH ของดินทำให้ธาตุอาหารเปลี่ยนรูป ตกตะกอน หรือถูกยึดติดอยู่กับอนุภาคดิน ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า การตรึงธาตุอาหาร หรือ Nutrient lockout

ค่า pH ของดินคืออะไร

ค่า pH เป็นค่าที่แสดงความเป็นกรดหรือด่างของสารละลายในดิน โดยมีช่วงตั้งแต่ 0–14 ค่า pH 7 ถือว่าเป็นกลาง ค่าต่ำกว่า 7 เป็นกรด และค่าสูงกว่า 7 เป็นด่าง

  • pH ต่ำกว่า 5.5: ดินมีความเป็นกรดค่อนข้างสูง
  • pH 5.5–6.0: ดินเป็นกรดเล็กน้อย
  • pH 6.0–7.0: เหมาะกับผักส่วนใหญ่
  • pH 7.0–7.5: ดินเป็นด่างเล็กน้อย
  • pH สูงกว่า 7.5: ดินมีความเป็นด่างค่อนข้างสูง

ค่า pH ต่างกันเพียงหนึ่งหน่วยหมายถึงความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน ต่างกันประมาณ 10 เท่า ดังนั้นดินที่มีค่า pH 5 จึงมีความเป็นกรดมากกว่า ดินที่มีค่า pH 6 ประมาณ 10 เท่า

ค่า pH เกี่ยวข้องกับการดูดธาตุอาหารอย่างไร

รากพืชไม่ได้ดูดปุ๋ยที่อยู่ในรูปเม็ดหรืออินทรียวัตถุโดยตรง ธาตุอาหารต้องละลายในน้ำและเปลี่ยนเป็นไอออนที่รากสามารถดูดได้ก่อน ค่า pH จะควบคุมปฏิกิริยาทางเคมีที่กำหนดว่าธาตุอาหารแต่ละชนิด จะละลายอยู่ในน้ำ ถูกยึดไว้กับดิน หรือตกตะกอนเป็นสารประกอบที่พืชใช้ไม่ได้

เมื่อค่า pH ไม่เหมาะสม พืชจึงอาจแสดงอาการขาดธาตุอาหาร ทั้งที่ผลวิเคราะห์ดินพบว่ามีธาตุนั้นอยู่แล้ว การเติมปุ๋ยเพิ่มโดยไม่แก้ค่า pH อาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและเพิ่มการสะสมของเกลือในดิน

เหตุใดดินเป็นกรดจึงทำให้พืชขาดธาตุอาหาร

ในดินที่มีค่า pH ต่ำ ไฮโดรเจนไอออนมีอยู่มากและสามารถเข้าไปแทนที่ธาตุอาหาร ที่ยึดอยู่บนผิวอนุภาคดิน ธาตุบางส่วนจึงถูกชะล้างออกไปพร้อมกับน้ำได้ง่าย โดยเฉพาะแคลเซียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียม

ฟอสฟอรัสในดินกรดสามารถทำปฏิกิริยากับเหล็กและอะลูมิเนียม เกิดเป็นสารประกอบที่ละลายน้ำได้ยาก แม้ใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสลงไปแล้ว รากก็อาจดูดไปใช้ได้น้อย

เมื่อดินเป็นกรดจัด อะลูมิเนียมและแมงกานีสอาจละลายออกมามากเกินไป จนเป็นพิษต่อราก ทำให้ปลายรากหยุดเจริญ รากแตกแขนงน้อย และความสามารถในการดูดน้ำกับธาตุอาหารลดลง

เหตุใดดินเป็นด่างจึงทำให้ธาตุบางชนิดใช้ไม่ได้

ในดินด่าง เหล็ก สังกะสี แมงกานีส ทองแดง และโบรอน มักมีความสามารถในการละลายลดลง ธาตุเหล่านี้อาจยังอยู่ในดิน แต่อยู่ในรูปที่รากดูดไปใช้ได้ยาก

ฟอสฟอรัสอาจทำปฏิกิริยากับแคลเซียมและตกตะกอนเป็นสารประกอบที่ละลายได้ยาก หากเติมปุ๋ยฟอสฟอรัสลงในดินด่างมากเกินไป ปริมาณฟอสฟอรัสทั้งหมดในดินอาจสูงขึ้น แต่ส่วนที่พืชนำไปใช้ได้กลับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย

อาการที่พบได้บ่อยในดินด่างคือใบอ่อนมีสีเหลือง แต่เส้นใบยังเขียว ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการขาดธาตุเหล็ก เนื่องจากเหล็กเป็นธาตุที่เคลื่อนย้าย จากใบแก่ไปยังใบอ่อนได้ยาก

ช่วงค่า pH ที่เหมาะสมกับผัก

ผักส่วนใหญ่เจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีค่า pH ประมาณ 6.0–7.0 เพราะเป็นช่วงที่ธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารรองหลายชนิด สามารถละลายและถูกดูดใช้ได้ค่อนข้างสมดุล

กลุ่มผัก ช่วง pH โดยประมาณ ข้อสังเกต
ผักกาด คะน้า กวางตุ้ง 6.0–7.0 ต้องการไนโตรเจนและแคลเซียมอย่างสม่ำเสมอ
มะเขือเทศ พริก มะเขือ 5.8–6.8 ค่า pH และความชื้นมีผลต่อการดูดแคลเซียม
แตงกวา แตงโม ฟักทอง 5.8–7.0 ไม่ชอบดินกรดจัดและดินที่ระบายน้ำไม่ดี
แครอต หัวไชเท้า บีตรูต 6.0–7.0 ดินควรร่วนและไม่มีเกลือสะสมสูง
มันฝรั่ง 5.0–6.0 สามารถปลูกในดินที่เป็นกรดมากกว่าผักหลายชนิด
ถั่วฝักยาวและถั่วชนิดต่าง ๆ 6.0–7.0 ค่า pH มีผลต่อจุลินทรีย์ที่ช่วยตรึงไนโตรเจน

ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าประมาณ ช่วงที่เหมาะสมจริงอาจเปลี่ยนไปตามพันธุ์พืช ชนิดของดิน อินทรียวัตถุ ระบบน้ำ และสภาพภูมิอากาศ

ผลของค่า pH ต่อธาตุอาหารแต่ละชนิด

ไนโตรเจน

ค่า pH มีผลต่อกิจกรรมของจุลินทรีย์ที่เปลี่ยนไนโตรเจนในอินทรียวัตถุ ให้เป็นรูปที่พืชใช้ได้ ในดินกรดจัด กระบวนการย่อยสลายและการเปลี่ยน แอมโมเนียมเป็นไนเตรตอาจเกิดช้าลง

ฟอสฟอรัส

ฟอสฟอรัสถูกตรึงได้ทั้งในดินกรดและดินด่าง ในดินกรดจะจับกับเหล็ก และอะลูมิเนียม ส่วนในดินด่างจะจับกับแคลเซียม จึงมักใช้ประโยชน์ได้ดีในช่วง pH ที่เป็นกรดเล็กน้อยถึงเป็นกลาง

โพแทสเซียม

โพแทสเซียมอาจถูกชะล้างง่ายในดินกรดที่มีความสามารถยึดธาตุอาหารต่ำ โดยเฉพาะดินทรายที่มีอินทรียวัตถุน้อย

แคลเซียมและแมกนีเซียม

ธาตุทั้งสองมักมีปริมาณต่ำในดินกรด เนื่องจากถูกชะล้างออกจากหน้าดิน แต่การดูดแคลเซียมยังขึ้นอยู่กับความชื้น การคายน้ำ และสุขภาพของรากด้วย

เหล็ก สังกะสี และแมงกานีส

ธาตุเหล่านี้มักละลายได้น้อยลงเมื่อค่า pH สูง จึงพบอาการขาดได้บ่อยในดินด่างหรือดินที่มีปูนมาก แต่ในดินกรดจัด ธาตุบางชนิดอาจละลายมากเกินไปจนเกิดความเป็นพิษ

ค่า pH มีผลต่อจุลินทรีย์ในดิน

จุลินทรีย์มีบทบาทในการย่อยสลายอินทรียวัตถุ ปลดปล่อยธาตุอาหาร ตรึงไนโตรเจน และสร้างความสัมพันธ์กับรากพืช ค่า pH ที่ไม่เหมาะสม สามารถลดจำนวนหรือเปลี่ยนองค์ประกอบของจุลินทรีย์ในบริเวณรากได้

แบคทีเรียหลายชนิดทำงานได้ดีในดินที่เป็นกรดเล็กน้อยถึงเป็นกลาง ส่วนเชื้อราบางกลุ่มทนต่อสภาพกรดได้มากกว่า การเปลี่ยนค่า pH จึงไม่ได้ส่งผลต่อปฏิกิริยาเคมีในดินเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนกระบวนการทางชีวภาพที่ช่วยจัดเตรียมอาหารให้พืชด้วย

ใส่ปุ๋ยมากเกินไปอาจทำให้พืชดูดน้ำไม่ได้

การใส่ปุ๋ยจำนวนมากทำให้เกลือสะสมและค่า EC ของดินสูงขึ้น เมื่อสารละลายภายนอกรากมีความเข้มข้นสูง รากจะดูดน้ำได้ยากตามหลักความแตกต่างของศักย์น้ำ พืชจึงอาจเหี่ยวหรือมีขอบใบไหม้ทั้งที่ดินยังเปียก

ปุ๋ยบางชนิดยังทำให้ค่า pH เปลี่ยนแปลงเมื่อใช้ต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ปุ๋ยไนโตรเจนบางรูปแบบสามารถทำให้ดินเป็นกรดมากขึ้น ดังนั้นการจัดการปุ๋ยควรพิจารณาทั้งค่า pH ค่า EC และปริมาณธาตุอาหารร่วมกัน

ความสัมพันธ์ระหว่างธาตุอาหาร

แม้ค่า pH จะเหมาะสม พืชก็ยังอาจขาดธาตุอาหารได้หากมีธาตุบางชนิด มากเกินไปจนรบกวนการดูดธาตุอื่น ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า ภาวะปฏิปักษ์ของธาตุอาหาร

  • โพแทสเซียมสูงเกินไปอาจรบกวนการดูดแมกนีเซียมและแคลเซียม
  • ฟอสฟอรัสสูงเกินไปอาจลดความเป็นประโยชน์ของสังกะสีและเหล็ก
  • แคลเซียมสูงมากอาจเกี่ยวข้องกับการลดความเป็นประโยชน์ของธาตุบางชนิด
  • แอมโมเนียมสูงเกินไปอาจรบกวนสมดุลของโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม

การแก้ปัญหาด้วยการเติมธาตุที่เห็นว่าขาดเพียงอย่างเดียว จึงอาจไม่แก้สาเหตุที่แท้จริง และอาจเพิ่มความไม่สมดุลให้รุนแรงขึ้น

อาการขาดธาตุอาจเกิดจากปัจจัยอื่น

อาการใบเหลือง จุดแห้ง หรือการเจริญเติบโตผิดปกติ ไม่สามารถใช้ยืนยันการขาดธาตุอาหารได้เพียงอย่างเดียว เพราะอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น

  • รากขาดออกซิเจนจากดินแฉะหรือน้ำขัง
  • ดินแห้งจนธาตุอาหารไม่สามารถเคลื่อนที่มาหาราก
  • อุณหภูมิของดินต่ำหรือสูงเกินไป
  • ดินแน่นและรากไม่สามารถเจริญได้ตามปกติ
  • รากเสียหายจากโรค แมลง หรือความเข้มข้นของปุ๋ย
  • ความเค็มของดินหรือค่า EC สูง
  • ธาตุอาหารไม่สมดุลหรือแข่งขันกันเข้าสู่ราก
  • ความเสียหายจากสารกำจัดวัชพืชหรือสารเคมีบางชนิด

วิธีตรวจวัดค่า pH ของดิน

  1. เก็บดินจากหลายตำแหน่งในแปลงที่ระดับความลึกใกล้เคียงกับบริเวณราก
  2. ผสมตัวอย่างให้เป็นเนื้อเดียวกัน และนำเศษหินหรือรากขนาดใหญ่ออก
  3. ใช้ชุดทดสอบดินหรือเครื่องวัด pH ตามสัดส่วนดินต่อน้ำที่อุปกรณ์กำหนด
  4. หากใช้เครื่องวัด ควรสอบเทียบด้วยสารละลายมาตรฐานก่อนวัด
  5. ตรวจหลายจุดและคำนวณค่าเฉลี่ย เพื่อไม่ให้ผลจากจุดเดียวเป็นตัวแทนทั้งแปลง

หากต้องการวางแผนปรับปรุงดินอย่างแม่นยำ ควรส่งตัวอย่างตรวจในห้องปฏิบัติการ เพราะนอกจากค่า pH แล้ว ยังสามารถตรวจอินทรียวัตถุ ค่า EC ความสามารถแลกเปลี่ยนประจุบวก และปริมาณธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ได้

แนวทางแก้ไขดินเป็นกรด

วัสดุปูนทางการเกษตรสามารถช่วยลดความเป็นกรดของดินได้ เช่น ปูนแคลเซียมคาร์บอเนตหรือโดโลไมต์ โดยโดโลไมต์สามารถเพิ่มทั้งแคลเซียมและแมกนีเซียม

ปริมาณที่ต้องใช้ขึ้นอยู่กับค่า pH เริ่มต้น ค่า pH เป้าหมาย เนื้อดิน อินทรียวัตถุ และความสามารถในการต้านทานการเปลี่ยนแปลงของดิน จึงไม่ควรกำหนดปริมาณจากค่า pH เพียงตัวเดียว

ควรคลุกวัสดุปรับสภาพให้กระจายทั่วบริเวณราก และให้เวลาวัสดุทำปฏิกิริยากับดิน การใส่มากเกินไปอาจทำให้ดินเปลี่ยนเป็นด่างและทำให้ธาตุเหล็ก สังกะสี หรือแมงกานีสถูกดูดใช้ได้น้อยลง

แนวทางจัดการดินเป็นด่าง

การปรับดินด่างทำได้ยากกว่าการลดความเป็นกรด เพราะต้องทราบก่อนว่าความเป็นด่างเกิดจากอะไร เช่น หินปูนในดิน น้ำชลประทานที่มีไบคาร์บอเนตสูง หรือการสะสมของโซเดียม

  • เพิ่มอินทรียวัตถุที่ย่อยสลายสมบูรณ์เพื่อช่วยปรับปรุงสภาพบริเวณราก
  • ตรวจคุณภาพน้ำที่ใช้รด เพราะน้ำอาจทำให้ค่า pH กลับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • เลือกปุ๋ยที่เหมาะกับผลวิเคราะห์ดินและหลีกเลี่ยงการเติมแคลเซียมโดยไม่จำเป็น
  • แบ่งใส่ปุ๋ยปริมาณน้อย เพื่อลดการตรึงและการสะสมของเกลือ
  • ใช้ธาตุอาหารในรูปที่พืชดูดใช้ได้ง่ายเมื่อผลวิเคราะห์ยืนยันว่าขาดจริง
  • หากดินมีโซเดียมสูง ต้องวิเคราะห์และจัดการต่างจากดินด่างที่เกิดจากหินปูน

หลักการวินิจฉัยก่อนเติมปุ๋ย

  1. ตรวจลักษณะอาการว่าเกิดกับใบอ่อน ใบแก่ หรือทั้งต้น
  2. ตรวจความชื้น การระบายน้ำ และสภาพของราก
  3. วัดค่า pH และ EC ของดินหรือสารละลายบริเวณราก
  4. ตรวจประวัติชนิดและปริมาณปุ๋ยที่ใส่ก่อนหน้า
  5. ตรวจคุณภาพน้ำที่ใช้รด โดยเฉพาะระบบปลูกที่ใช้น้ำจากแหล่งเดิมต่อเนื่อง
  6. วิเคราะห์ดินหรือใบพืช หากไม่สามารถแยกสาเหตุจากอาการภายนอกได้
  7. แก้ไขสาเหตุทีละปัจจัยและติดตามการแตกใบหรือรากชุดใหม่

สรุป

การมีปุ๋ยอยู่ในดินไม่ได้หมายความว่าพืชจะดูดไปใช้ได้ทั้งหมด ธาตุอาหารต้องละลายในน้ำ อยู่ในรูปทางเคมีที่เหมาะสม และสามารถเคลื่อนเข้าสู่รากได้ ค่า pH ที่ต่ำหรือสูงเกินไป สามารถทำให้ธาตุอาหารถูกตรึง ตกตะกอน ถูกชะล้าง หรือมีความเข้มข้นมากจนเป็นพิษ

ก่อนเติมปุ๋ยเพื่อแก้อาการขาดธาตุอาหาร จึงควรตรวจค่า pH ค่า EC ความชื้น การระบายน้ำ สุขภาพของราก และความสมดุลของธาตุอาหารร่วมกัน การปรับสภาพบริเวณรากให้เหมาะสมจะช่วยให้พืชใช้ปุ๋ยเดิมในดินได้ดีขึ้น ลดต้นทุน และลดการสะสมของปุ๋ยที่อาจส่งผลเสียต่อดินในระยะยาว